สาหร่ายเกลียวทองเฮอร์บาเล่

Posted on

โฉมใหม่ของสาหร่ายเกลียวทอง คุณภาพเหมือนเดิม

สาหร่ายเกลียวทองเบส

 

สาหร่ายเบส1

อย.เลขที่ อย.50-1-03935-1-0035 มีสารอาหารครบ 5 หมู่ และคุณค่าทางอาหารมากมาย สาหร่ายเกลียวทองเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย  

 

 

 

 

ได้มีการสัมภาษณ์เกี่ยวขบวนการผลิตกับสรรพคุณสาหร่ายเกลียวทอง และประโยชน์ของสาหร่ายเกลียวทองเฮอร์บาเล่

 

  อาหาร คือปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต ซึ่งใช้อาหารเป็นแหล่งให้พลังงานและฟื้นฟูส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนั้น การได้รับสารอาหารที่สมบูรณ์ครบถ้วน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิต สาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นพืชเซลล์เดียว เรียงต่อกันเป็นสายและพันเป็นเกลียว สาหร่ายจัดอยู่ชั้นล่างสุดในห่วงโซ่อาหาร เป็นสิ่งมีชีวิตที่ควรจะเรียกว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก คือ อยู่นานถึง 3,600 ล้านปี เป็นพืชที่มีสารอาหารต่างๆสมบูรณ์ อีกทั้งมีโปรตีนเข้มข้นสูงถึงร้อยละ 70 ย่อยง่ายเพราะไม่มีเซลลูโลสเป็นเส้นใยแข็งที่ผนังเซลล์ จึงเป็นอาหารแห่งอนาคตที่เหมาะกับคุณ

 

 

องค์ประกอบของสาหร่าย เกลียวทอง

1. โปรตีน (Protein)

สาหร่ายสไปรูลิน่าที่ทำให้แห้งมีโปรตีนเข้มข้นสูงถึงร้อยละ 70 จึงเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีของมนุษย์และสัตว์ โดยโปรตีนจากสาหร่าย เหนือกว่าโปรตีนจากสารอาหารทุกชนิด คือ สามารถย่อยได้ถึง 90% ย่อยง่ายกว่าถั่วเหลืองและง่ายกว่าเนื้อสัตว์ สาหร่ายสไปรูลิน่ามีกรดอมิโนชื่อ แฟนิลอลานีน เมื่อทำงานร่วมกับกรดอมิโนชื่อ ไทโรซีน จะมีผลเท่ากับ ศูนย์ความหิว (Hunger Center) ที่สมองส่วนกลาง ทำให้หมดความรู้สึกอยากอาหาร เหมาะสำหรับผู้บริโภคเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว 

2. วิตามิน (Vitamins)

2.1 เบต้าคาโรทีน (Beta Carotene)

                สาหร่ายสไปรูลิน่าจะมีความเข้มข้นของ เบต้าคาโรทีน (Beta Carotene) สูง ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ เบต้าคาโรทีนในสาหร่ายนี้ มีความเข้มข้นมากกว่าในหัวผักกาด แครอท 25 เท่า สาหร่ายสไปรูลิน่าหนัก 3 กรัม จะให้เบต้าคาโรทีนมากถึง 1.8 เท่า ของขนาดที่ร่างกายต้องใช้ต่อวัน (Recommended Daily Allowance-RDA) นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่มีคุณภาพ สามารถป้องกันความแก่ และต้านทานโรคแห่งความเสื่อม สร้างภูมิต้านทานโรค

2.2 วิตามินบี 12 (Cobalamin)

                สาหร่ายสไปรูลิน่า มีวิตามินบี 12 (Vitamin B12) สูงถึง 200 ไมโครกรัม ต่อสาหร่าย 100 กรัม คือมีมากกว่าไขไก่ถึง 100 เท่า และมากกว่าตับวัว 2.5 เท่า ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง (Megaloblastic Anemia) รวมทั้งโลหิตจางชนิดร้ายแรง (Pernicious Anemia) แพทย์จะใช้วิตามินบี 12 ในการรักษาอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ความจำไม่ดี

2.3 วิตามินอี (Alpha Tocopherol)

                สาหร่ายสไปรูลิน่ามีวิตามินอี ซึ่งเข้มข้นมากกว่าในน้ำมันจากจมูกข้าวสาลี ถึง 3 เท่า และมีประสิทธิภาพสูง ดูดซึมได้ง่าย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที วิตามินอีมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)  ที่คนรู้จักมากที่สุด ในการต่อต้านความแก่ชรา

2.4 วิตามันบีรวม (Vitamin B. Complex)

                นอกจากวิตามินข้างต้นแล้วยังมีวิตามินชนิดอื่นๆอีกด้วย เช่น วิตามินบี 6 วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามันดี วิตามินบี 9 และวิตามินบี 5 ซึ่งวิตามินเหล่านี้ นอกจากมีคุณสมบัติที่บำรุงสุขภาพแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งเอ็นไซม์ต่างๆ (Coenzyme) ให้ทำปฎิกิริยาเคมีในร่าวงกายเร็วขึ้น

3. ไขมัน (Fats) 

                สาหร่ายสไปรูลิน่ามีไขมันที่สำคัญคือ กรดแกมม่า ไลโนเลนิค อีกทั้งช่วยป้องกันการปวดประจำเดือน ปวดตามข้อ และโรคผิวหนังพุพองบางชนิด

4. เกลือแร่ (Minerals)

4.1 เหล็ก (Iron)

                สาหร่ายสไปรูลิน่ามีธาตุเหล็กจากธรรมชาติ ซึ่งร่างกายจะดูดซึมได้ดี มีประโยชน์ในการนำไปสร้างฮีโมโกบิลของเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง

4.2 แคลเซียม และแมกนีเซียม (Calcium & Magnesium)

                แคลเซียมช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อน และโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ ทำให้ฟันแข็งแรง แคลเซียมร่วมในกระบวนการแข็งตัวของเลือด จึงช่วยป้องกันเลือดออกง่าย ส่วนแมกนีเซียม ก็เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟันเช่นกัน ป้องกันการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ

4.3 สังกะสี (Zinc)

                สังกะสีมีประโยชน์ต่อระบบสายตา เม็ดเลือดแดง และอวัยวะสืบพันธุ์ ร่างกายจะใช้สังกะสีใจการสร้างเนื้อเยื่อ ชื่อ คอลลาเจน ทำให้แผลหายเร็ว มีการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาลักษณะทางเพศ

4.4 เจอเมเนียม (Germanium)

5. สี (Pigment)

5.1 ไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) สีน้ำเงินเข้ม

                ไฟโคไซยานินทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์ตั้งต้นในไขกระดูก ผลิตเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว ในสภาวะที่ไขกระดูกถูกสารพิษหรือรังสีทำลาย ไฟโคไซยานินจะช่วยกระตุ้นเซลล์ตั้งต้น ทำให้ไขกระดูกกลับคืนสภาพเดิม

5.2 คลอโรฟิล (Chlorophyll) สีเขียว

                คลอโรฟิลมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย รักษาโรคเหงือกอักเสบ ทำให้กลิ่นปากหายเหม็น

5.3 คาโรตีนอยด์ (Carotenoid) สีส้มปนเหลือง

                คาราตีนอยด์มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง

6. น้ำตาล (Sugar)

                น้ำตาลในที่นี้ หมายถึงน้ำตาลเชิงซ้อน คือ มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวหลายอณูรวมกัน และสาหร่ายตระกูลสไปรูลิน่าเท่านั้นที่ต่างกับสาหร่ายทุกตระกูลและพืชทุกชนิด คือไม่มีเซลลูโลสที่ผนังของเซลล์พืช สไปรูลิน่าจึงย่อยง่ายมาก เหมาะกับลำไส้ของผู้ป่วยและผู้สูงอายุ 

 

 

 

                                                               

“สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) “ ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “อาหารทิพย์จากสวรรค์” “อาหารแห่งอนาคต” “อาหารเพื่อชาวโลก” และ “อาหารมหัศจรรย์”

      นอกจากนี้หนังสือ “The Secreat of Spirulina” ยังได้กล่าวถึงปริมาณโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง) เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารชนิดอื่นไว้ดังนี้

 

เนื้อวัว       18-20 % 
ถั่วเหลือง                   33 %
ไข่            10-25
ปลาทู ปลาอินทรีย์     20 %
ข้าวสาลี     6-10 %
คลอเรลลา                 45 %
ข้าวเจ้า       7 %
สาหร่ายเกลียวทอง    70 %

    

  คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูง ถึง 60-70% เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีนเพียง 37% และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดแกมม่าไลโนเลนิก(GLA) ซึ่งกรดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และสิวฝ้า, วิตามิน B12 ซึ่งถ้าขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ , วิตามินA ซึ่งอยู่ในรูปเบตาแคโรทีน มีบทบาทในการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ และสาหร่ายนี้ยังเป็นแหล่งที่มีวิตามินE, วิตามินC ,วิตามิน B1, B12 และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่างๆแล้วยังมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม แคลเซียม และยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟิลล์อีกด้วย

ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการศึกษาสไปรูลิน่าในด้านเป็นอาหารเสริมวันละ 6-10 กรัม (12-20 เม็ด หรือแคปซูล) ในปริมาณเช่นเดียวกันนี้ นักกีฬาและนักวิ่ง ฯลฯ ก็จะสามารถเพิ่มพูนกำลังได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งก็คือมีนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่นชื่อโทรุ มัทซุอิ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รับประทานอาหารอื่นใดเลยนอกจากสาหร่ายเกลียวทอง และสาหร่ายอื่นบ้างเป็นเวลา 15 ปี โดยไม่ปรากฏผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เราอาจจะพบสาหร่ายสไปรูลิน่าในรูปของเม็ด แคปซูล หรือเป็นผง เราสามารถรับประทานเป็นอาหารเสริมได้หลายรูปแบบ การบริโภคสไปรูลิน่าจะได้ผลเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับ อายุ ความเครียด นิสัยการบริโภค ปริมาณสารเคมีหรือสารตกค้างในร่างกาย ความรุนแรงของโรค การบริโภคสาหร่ายในปริมาณที่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ปริมาณการออกกำลังกายและการพักผ่อน โดยทั่วไป 3 วันแรก จะได้ปฎิกิริยาตอบรับ ร่างกายจะมีการปรับตัวมีการตอบรับที่ดีขึ้น ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในเดือนที่ 3-5 ก็จะฟื้นฟูจนปกติ ยกเว้นผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมมากจนเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะเสียไปหมดแล้วก็ จะไม่สามารถฟื้นฟูได้

 

      ตารางต่อไปนี้เป็นตารางที่แสดงถึงปริมาณที่ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายเกลียวทองแนะนำให้ผู้บริโภครับประทาน และระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัดโรคต่าง ๆ

 

ปริมาณที่แนะนำสำหรับการรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่า

สาหร่ายเกลียวทองเพื่อการบำบัดโรค

 

 

 

 

ชนิดของโรค

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

1

โรคเบาหวาน

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 7 เม็ด

2

โรคโลหิตจาง

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 20 เม็ด

 

 

 

3

โรคตับอักเสบเรื้อรัง

 

 

ตับอ่อนชนิดเฉียบพลัน

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 7 เม็ด

 

โรคไวรัสลงตับ

 

4

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ

 พร้อมมื้ออาหาร 3 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

5

โรคแผลในกระเพาะอาหาร

ก่อนอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 6 เม็ด

6

โรคตับแข็ง

10-12 เม็ด เมื่อดื่มแอลกอฮอล์

7

โรคต้อกระจก, ต้อพิษ ,ตาฟาง

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 10 เม็ด

8

โรคอ้วน

ก่อนอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 7 เม็ด

9

โรคสิวฝ้า

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

10

โรคภูมิแพ้

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 7 เม็ด

11

โรคเครียด

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

12

โรคความดันโลหิตสูง

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 7 เม็ด

13

โรคมะเร็ง

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 7 เม็ด

14

โรคไต

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 2 เม็ด

15

ผมร่วง

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 3 เม็ด

16

เหนื่อยง่าย , วิงเวียนอยู่เสมอ 

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

17

ท้องผูก

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

18

ท้องเสีย คลื่นเหียน

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

19

คลอเรสเตอรอลสูง

หลังอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 7 เม็ด

 

 

 

สาหร่ายเกลียวทองสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ

 

 

 

 

ประเภทของผู้ใช้

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

1

นักกีฬา

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

2

ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

ก่อนอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 7 เม็ด

3

บำรุงผิวพรรณ

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

4

ผู้ที่ทานเจหรือมังสวิรัต

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

5

ผู้สูงอายุ

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

6

บำรุงร่างกายทั่วไป

หลังอาหาร 2 มื้อ มื้อละ 5 เม็ด

 


 ราคา 1 ขวดมี 100 เม็ด ราคา 550 บาท ซื้อวันนี้ 4 ขวด แถมฟรีทันที 1 ขวด

10 ขวด ราคาพิเศษ!! มีบริการส่งด่วนเขตกรุงเทพ 

รับตัวแทนจำหน่าย ขายส่ง ถูกสุดๆขวดละ 2xx-3xx บาท